Advertising:

สุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญ และทุกคนควรหันมาดูแลเอาใจ ดังคำที่ว่า ” การไม่เป็นโรค เป็นลาภอันประเสริฐ “ เชื่อว่ายังคงสามารถใช้ได้อยู่เสมอค่ะ ด้วยสังคมและยุคสมัยนี้แล้ว เป็นสังคมแห่งการแข่งขัน ทุกคนต่างทำงานหนัก จนบางครั้งละเลยการใส่ใจเรื่องสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารที่ง่าย เร็ว แต่บางทีขาดประโยชน์ หลายคนก็ละเลยการใส่ใจเรื่องของคุณค่าของสารอาหารไป สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในแต่ละวันนั้นคือ สารอาหาร 5 หมู่ และวิตามินก็ถือเป็นอีกสารอาหารที่เราจำเป็นต้องได้รับให้เพียงพอในแต่ละวัน วันนี้ทีมงาน ihealthy ก็ขอพาเพื่อนๆไปรู้จักวิตามินที่ความสำคัญอย่างมากกับวัยทำงานตัวหนึ่ง นั่นคือ วิตามินบี นั่นเองค่ะเพื่อนๆ

รู้จักวิตามินบีให้มากยิ่งขึ้นไปพร้อมกันที่ ihealthy

วิตามินบีรวม หรือบีคอมเพล็กคืออะไร?

วิตามินบีรวมหรือวิตามินบีคอมเพล็ก คือวิตามินที่มีคุณสมบัติละลายได้ในน้ำ มีส่วนประกอบของวิตามินบีทั้งหมด 8 ชนิด ได้แก่

  • วิตามินบี 1 (ไทอามีน; thiamine)
  • วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน; riboflavin)
  • วิตามินบี 3 (ไนอาซิน; niacin)
  • วิตามินบี 5 (แพนโทเทนิค; pantothenic)
  • วิตามินบี 6 (ไพริดอกซีน; pyridoxine)
  • วิตามินบี 7 (ไบโอทิน; biotin)
  • วิตามินบี 9 (โฟเลท; folate)
  • วิตามินบี 12 (โคบาลามิน; cobalamin)

 

วิตามินบีรวม ช่วยอะไร?

จากข้างต้น วิตามินบีรวม ประกอบด้วยวิตามินบี 8 ชนิด (B1, B2, B3, B5, B6, B7, B9 และ B12) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ สามารถดูดซึมผ่านอาหาร และอาหารเสริม มีบทบาทสำคัญในการทำให้ร่างกายของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท ลดความตึงเครียด ลดอาการซึมเศร้า ช่วยในกระบวนการเผาผลาญไขมันและน้ำตาล และยังเกี่ยวข้องเกี่ยวกับกระบวนการสร้างเม็ดเลือดอีกด้วยค่ะ

มารู้จักวิตามินบีแต่ละชนิดกันค่ะ

  • วิตามินบี 1  ช่วยเสริมสร้างร่างกายในส่วนที่สึกหรอ ต่อต้านความเครียด เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และยังเป็นวิตามินที่มีความสำคัญต่อการย่อยคาร์โบไฮเดตรอีกด้วยจ้า
  • วิตามินบี 2  ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อยวัยอันควร ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังเป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบินได้อีกด้วยค่ะ
  • วิตามินบี 3 ช่วยเพิ่มระดับของ lipoproteins(HDL)ในเลือด หรือคอเลสเตอรอลที่ดี ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลโดยรวมในหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย นอกจากนั้นยังช่วยช่วยลดการเกิดสิวได้อีกด้วยค่ะ
  • วิตามินบี 5 สามารถพบได้ในอาหารทุกชนิดแม้ว่าจะมีปริมาณน้อย มีคุณสมบัติ ช่วยย่อยไขมันและคาร์โบไฮเดรตเพื่อสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย และการผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ เช่น ฮอร์โมนเพศชาย และยังมีคุณสมบัติที่ดีต่อผิว ช่วยลดการเกิดริ้วรอย ลดรอยแดง และจุดด่างดำอีกด้วยค่ะ
  • วิตามินบี 6 มีคุณสมบัติควบคุมระดับของ homocysteine (กรดอะมิโนที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ) นอกจากนี้ยังช่วยในการผลิตฮอร์โมน เช่น serotonin และ melatonin รวมทั้ง norepinephrine ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ และลดความเครียด ช่วยปรับเปลี่ยนอารมณ์ และช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น และยังมีงานวิจัยบ่งชี้ว่าวิตามินตัวนี้ช่วยลดการอักเสบของข้อได้ค่ะ
  • วิตามินบี 7 หรือจะเรียกว่าวิตามินความงามก็ได้ มีประโยชน์ที่ดีหลายอย่างเกี่ยวกับความสวยความงาม ช่วยบำรุงผมและเล็บ ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เป็นวิตามินที่มีประโยชน์กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์ ช่วยให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตได้อย่างปกติอีกด้วยค่ะ
  • วิตามินบี 9 ถือเป็นวิตามินที่มีประโยชน์อย่างมากในด้านความทรงจำ ช่วยป้องกันการสูญเสียความทรงจำ ลดภาวะซึมเศร้า ช่วยให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตได้อย่างปกติ
  • วิตามินบี 12 หน้าที่หลักๆของวิตามินบี 12 นั้นคือการช่วยให้วิตามินบีอื่นๆ ทำงานได้อย่างดีขึ้น มักทำงานร่วมกับวิตามินบี 9 ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบิน พบเฉพาะในเนื้อสัตว์ เป็นวิตามินที่มักขาดในผู้ที่รับประทานอาหารจำพวกมังสวิรัติค่ะ

อาหาร-วิตามินบี

วิตามิน b1 b2 b3 b5 b6 b7 b9 และb12 มีอยู่ในอาหารอะไรบ้างมาดูกัน

  • วิตามิน B1 (thiamine): อาหารจำพวกธัญพืช เช่น ขนมปังธัญพืช, อาหารเช้า, ข้าว, ก๋วยเตี๋ยว, จมูกข้าวสาลี, ไข่ถั่วและถั่ว
  • วิตามิน B2 (riboflavin): นมและผลิตภัณฑ์จากนม, ถั่ว, ไข่, ผักใบเขียว, เนื้อไม่ติดมัน
  • วิตามิน B3 (niacin): ไข่, ปลา, ถั่ว, นม, เนื้อติดมัน, พืชตระกูลถั่วและยีสต์
  • วิตามิน B5 (pantothenic acid): สามารถพบได้ในอาหารเกือบทั้งหมด เช่น อะโวคาโด, ผักคะน้า, ธัญพืช, มันฝรั่ง, ไข่, พืชจำพวกถั่วและเนื้อสัตว์
  • วิตามิน B6 (pyridoxine): มันฝรั่ง, ถั่วเขียว, ผลไม้ (ยกเว้นส้ม), ไก่, ปลาและเนื้อสัตว์
  • วิตามิน B7 (biotin): จมูกข้าวสาลี, อาหารเม็ด, ไข่แดง, ปลา, นม, เห็ด, ถั่ว, ไก่และปลาแซลมอน
  • วิตามิน B9 (folate): เนื้อ, ตับ, ผักโขม, ถั่วและพืชตระกูลถั่ว, หน่อไม้ฝรั่ง, น้ำส้ม, อะโวคาโด, ผักใบเขียวเข้มและปลาแซลมอน
  • วิตามิน B12 (cobalamin): ปลา, เนื้อวัว, นม, โยเกิร์ต, ชีส, ไข่, หอยและตับ

 

กินตอนไหน-วิตามินบี

อาหารเสริม “วิตามินบี” ควรทานเวลาไหน ปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม

สำหรับคนที่รับประทานอาหารที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือทำงานหนักแล้วหล่ะก็ เพื่อนๆสามารหาอาหารเสริมอย่างวิตามินบีมารับประทานเพิ่มได้ แต่จะรับประทานอย่างไรเวลาไหนจึงเหมาะสม วันนี้ ihealthy มีคำตอบมาให้เพื่อนๆแล้ว สำหรับการรับประทานวิตามินบีนั้น ควรรับประทานตอนท้องว่างในตอนเช้าหลังตื่นนอนถือเป็นเวลาที่เหมาะสมค่ะ เพื่อเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่สดใส เพิ่มพลังงานและยังลดความเครียดในการทำงานได้อีกด้วยนะคะเพื่อนๆ การกินวิตามินนั้นควรกินต่อเนื่องกันไม่เกิน 3 เดือน แล้วพัก 1 เดือน ไม่ควรกินติดต่อกันโดยไม่เว้นระยะห่างนะคะจะไม่เป็นผลดีต่อตับของเราเอาได้

ประโยชน์มากมายจริงๆค่ะสำหรับ “วิตามินบี” ถือเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างมากเลยนะคะ อย่าปล่อยให้ขาดไปหล่ะ ยิ่งในวัยทำงานและเรียนแล้วหล่ะก็ขาดวิตามินบีขึ้นมาจะไม่มีพลังงานในการทำงาน แล้วยังจะหลงๆลืมๆเอาได้นะคะเพื่อนๆ สำหรับวันนี้เราต้องขอตัวลาเพื่อนๆไปก่อน แล้วพบกันใหม่ในบทความดีๆมีสาระในเรื่องของสุขภาพกันได้ที่นี่ ihealthy เช่นเคย สวัสดีจ้าาาา

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก :

Advertising: