Advertising:

สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาว Ihealthy ทุกคน หลังจากบทความที่แล้วเราได้ชวนให้เพื่อนๆได้มาทำความรู้จักกับปวดศีรษะไมเกรนมากขึ้นกันไปแล้ว วันนี้ทีมงานของเราก็ขอมาต่อกันในมหากาพย์ไมเกรนกับเรื่องของการรักษาอาการไมเกรน การดูแลรักษาตัวเองหากเป็นไมเกรนว่าสามารถทำได้อย่างไรบ้าง สำหรับเพื่อนคนใดยังไม่ได้อ่านและความรู้จักกับเจ้าไมเกรนนั้น สามารถตามไปอ่านได้ที่บทความ “มารู้จักปวดหัว “ไมเกรน” อาการปวดยอดฮิตกันค่ะ” ได้เลยนะจ๊ะ แล้วตามมาอ่านกันต่อในบทความนี้ เพื่อได้สาระที่อัดแน่น และอรรถรสมากยิ่งขึ้น ห้ามพลาดบทความใดบทความหนึ่งนะคะเพื่อนๆ เอาหล่ะค่ะมาดูกันเลยดีกว่าว่า สาระเรื่องสุขภาพดีๆ ที่มีอยู่จริงกับ Ihealthy วันนี้ เราจะจัดเต็มกันขนาดไหน

มาเริ่มกันที่แนวทางในการรักษาโรคไมเกรนกันก่อนเลยแล้วกันค่ะเพื่อนๆ

  1. โดยประการแรกง่ายๆเลยนั้นก็คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่อาจทำให้อาการปวดศีรษะกำเริบนั่นเองค่ะ อันได้แก่ ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือแม้แต่การพักผ่อนมากเกินไปก็ถึอเป็นอีกปัจจัยนะคะ แสงแดดหรือไฟที่จ้า กลิ่นไม่พึงประสงหรือกลิ่นที่รุนแรง เช่น น้ำหอม กลิ่นน้ำมันเครื่อง บุหรี่ อาหารบางชนิด เช่น เนย โยเกิร์ต กล้วย ช็อคโกแลต ไส้กรอก ลูกเกด ถั่วต่างๆ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ผักดอง ผงชูรส สารให้ความหวานแทนน้ำตาล สารกันบูด ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ และยังมีปัจจัยอื่นๆที่เลี่ยงไม่ได้ที่สามารถกระตุ้นอาการปวดไมเกรน เช่น ช่วงประจำเดือน ช่วงไข่ตก สภาพอากาศที่เย็นเกินไป ช่วงอาการเปลี่ยนแปลง การติดเชื้อเจ็บป่วยไม่สบาย เมารถ เมาเรือ โดยในผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกันไป เพื่อนๆที่เป็นไมเกรนก็ควรสังเกตุตัวเองนะว่าอะไรที่เป็นสิ่งเร้าให้เกิดอาการไมเกรนมากยิ่งขึ้น แล้วควรเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นต่อไปค่ะ
  2. ต่อมาคือการใช้ยารักษาค่ะ โดยจะมีหลักการคือใช้ยาเพื่อบรรเทาขณะมีอาการปวดศีรษะ และใช้ยาในช่วงที่ไม่ได้มีอาการปวดศีรษะทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันและลดความถี่ ลดความรุนแรงในการกำเริบของอาการปวดนั่นเองค่ะ
  3. และอีกแนวทางนั่นคือ การใช้วิธีทางการแพทย์ทางเลือกค่ะ เช่น การใช้หลักทางจิตวิทยามาร่วมในการรักษา การสะกดจิต การฝึกโยคะ การฝังเข็ม การใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้น เป็นต้น

ต่อกันที่ยาที่ใช้ในการรักษาไมเกรนค่ะ โดยจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกันค่ะ

กลุ่มแรกคือการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการขณะปวดศีรษะอยู่ โดยมียาอยู่หลายกลุ่มให้เลือกใช้ ขึ้นกับความรุนแรงของอาการทั้งแบบกินและแบบฉีด โดยที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ ยาคาเฟอร์กอท(Cafergot)ค่ะ คุ้นๆกันไหมหล่ะคะเพื่อนๆ โดยเจ้ายากลุ่มนี้จะใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อมีอาการปวดศีรษะเท่านั้น ไม่ได้ช่วยลดความถี่หรือป้องกันในการเกิดอาการ มีอะไรอีกบ้างไปดูกันค่ะ

  1. ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตรอยด์ ซึ่งจะทำหน้าที่ลดอาการอักเสบ สามารถบรรเทาอาการปวดระดับน้อยถึงปานกลางได้ เช่น Ibuprofen, Naproxen sodium, Paracetamol, Aspirin เป็นต้น

ขนาดยาที่ใช้

  • Ibuprofen รับประทานครั้งละ 200-600 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 3.2 กรัมต่อวัน
  • Naproxen sodium รับประทานครั้งละ 275-550 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 1.65 กรัมต่อวัน
  • Paracetamol รับประทานครั้งละ 500-1000 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน
  • Aspirin รับประทานครั้งละ 650-1300 มิลลิกรัม ทุก 4 ชั่วโมง ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หากรับประทานยากลุ่มนี้: แผลในกระเพาะอาหารค่ะ

  1. ยาในกลุ่มของ Ergot alkaloid ซึ่งมีผลทำให้หลอดเลือดที่สมองหดตัว สามารถบรรเทาอาการปวดรุนแรงได้ มักเป็นยากลุ่มแรกที่เลือกใช้ในผู้ที่มีอาการปวดไมเกรนเฉียบพลันค่ะ อาทิเช่น Cafergot

ขนาดยาที่ใช้

  • Cafergot (ergotamine 1 มิลลิกรัม และ caffeine 100 มิลลิกรัม) รับประทานครั้งแรก 2 มิลลิกรัม ซ้ำได้ทุก 30 นาที ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 6 เม็ดต่อวันหรือ 10 เม็ดต่อสัปดาห์

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หากรับประทานยากลุ่มนี้: คลื่นไส้ อาเจียนค่ะ

  1. ยาในกลุ่มของ Triptans ซึ่งทำให้หลอดเลือดที่สมองหดตัว สามารถบรรเทาอาการปวดรุนแรงได้ มักเป็นยากลุ่มแรกที่เลือกใช้ในผู้ที่มีอาการปวดไมเกรนเฉียบพลันค่ะ เช่น Sumatriptan, Naratriptan

ขนาดยาที่ใช้:

  • Sumatriptan รับประทานครั้งละ 25-100 มิลลิกรัม และสามารถรับประทานซ้ำในชั่วโมงที่ 2 ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน
  • Naratriptan รับประทานครั้งละ 2.5 มิลลิกรัมและสามารถรับประทานซ้ำในชั่วโมงที่ 4 ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อวัน

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หากรับประทานยากลุ่มนี้: อาการแน่นหน้าอก, ใบหน้าร้อนแดง

กลุ่มที่สองการใช้ยาเพื่อป้องกัน ลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวด มียาอยู่หลายตัวให้เลือกใช้เช่นกัน ผู้ป่วยต้องมีเกณฑ์ดังต่อไปนี้ จึงจะพิจารณาให้ได้รับยา คือ

  • การปวดศีรษะกำเริบมากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน
  • การปวดศีรษะแต่ละครั้ง กินเวลานานมากกว่า 24 ชั่วโมง
  • การปวดศีรษะแต่ละครั้ง ทำให้ทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันปกติไม่ได้
  • ใช้ยาในกลุ่มที่บรรเทาอาการขณะปวดศีรษะหลายตัวแล้วไม่ได้ผล
  • ใช้ยาในกลุ่มที่บรรเทาอาการขณะปวดศีรษะบ่อยมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์

โดยการเลือกใช้ยานี้ควรเริ่มต้นจากขนาดยาน้อยๆ ปรับเพิ่มทีละนิดจนได้ขนาดยาที่เหมาะสม เมื่อใช้ยาได้ประมาณ 3 เดือน ให้ประเมินความถี่และความรุนแรงของอาการว่าลดลงหรือไม่ โดยส่วนใหญ่แล้วยาจะได้ผลเมื่อรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน 1 เดือนขึ้นไป และเมื่อยาได้ผลควรทานอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยนาน 6 เดือนค่ะ แล้วจึงค่อยๆ ลดขนาดยาลงทีละนิด เพื่อป้องกันการกลับมาเกิดซ้ำค่ะ โดยเจ้ายาป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนนั้นจะมีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ

  1. ในกลุ่มของ blocker ค่ะ ซึ่งจัดเป็นยากลุ่มแรกของยาป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรน ป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรน โดยลดความถี่ ระดับความรุนแรงและลดระยะเวลาอาการปวด อาทิเช่น Propranolol, Atenolol ค่ะ
    ขนาดยาที่ใช้:
  • Propranolol รับประทานครั้งละ 80 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
  • Atenolol รับประทานครั้งละ 100 มิลลิกรัมวันละครั้ง

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หากรับประทานยากลุ่มนี้: หัวใจเต้นช้าลง ความดันโลหิตต่ำลง หลอดลมหดตัว

  1. ยาในกลุ่มของ Calcium blocker ซึ่งจะช่วยปรับระดับการทำงานของสารสื่อประสาท ช่วยลดความถี่ของการเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน แต่จะไม่ลดระดับความรุนแรงหรือระยะเวลาในการปวด อาทิเช่น Verapamil, Flunarizine
    ขนาดยาที่ใช้:
  • Verapamil ขนาดรับประทานเริ่มต้น 40 มิลลิกรัมต่อวันแล้วค่อยเพิ่มเป็น 40 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน
  • Flunarizine ขนาดรับประทานเริ่มต้น 5 มิลลิกรัมก่อนนอนแล้วค่อยเพิ่มเป็น 10 มิลลิกรัม ก่อนนอนต่อวัน

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หากรับประทานยากลุ่มนี้: หัวใจเต้นช้าลง ความดันโลหิตต่ำลง

  1. ในกลุ่มที่สาม Tricyclic antidepressants ซึ่งจะยับยั้งการเก็บกลับของ nore-epinephrine และ serotonin ส่งผลให้เพิ่มระดับของสารสื่อประสาททั้งสองตัว เป็นยาในกลุ่มแรกๆที่จะเลือกใช้ในผู้ที่ปวดศีรษะร่วมกับอาการเครียดค่ะ อาทิเช่น Amitriptyline
    ขนาดยาที่ใช้:
  • Amitriptyline ขนาดรับประทานเริ่มต้น 10 มิลลิกรัมต่อวัน ก่อนนอน อาจเพิ่มขนาดยาจนถึง 200 มิลลิกรัม ก่อนนอน

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หากรับประทานยากลุ่มนี้: ปากแห้ง, คอแห้ง, ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่า

  1. ในกลุ่มที่สี่ Anticonvalsants เพิ่มการทำงานของ GABA เป็นยากลุ่มแรกที่เลือกใช้เพื่อป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนที่มีอาการรุนแรงมากค่ะ เช่น Sodium valproate

ขนาดยาที่ใช้:

  • Sodium valproate รับประทานเริ่มต้น 500 มิลลิกรัมแล้วค่อยเพิ่มเป็น 1000 มิลลิกรัม ก่อนนอน

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หากรับประทานยากลุ่มนี้: ง่วงนอน, คลื่นไส้, ระดับเอนไซม์ตับสูงขึ้น

กลุ่มที่สามใช้ยารักษาอาการอื่นๆที่เกิดขณะปวดศีรษะ เช่น ยาแก้คลื่นไส้ อา เจียน


ต่อกันที่เรื่องของการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยไมเกรนกันค่ะ

  1. ถ้าอาการปวดศีรษะรุนแรง ร่วมกับมีไข้ หรืออาเจียนมาก ไม่ว่าเป็นโรคไมเกรนอยู่แล้ว หรือไม่เคยปวดศีรษะเรื้อรังมาก่อน ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาใหม่ เช่น โรคสมองอักเสบ หรือเนื้องอกสมอง
  2. ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังบ่อยๆ ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะอาจไม่ตรงกับโรค เนื่องจากโรคปวดศีรษะแบบเรื้อรังมีอยู่หลายโรคเช่น จากความเครียด จึงควรพบแพทย์ที่เคยให้การรักษา เพราะจะได้ติดตามอาการของผู้ป่วย และได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง หรือเมื่อยังไม่เคยพบแพทย์เลย ก็ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยหาสาเหตุและการรักษาที่เหมาะสม
  3. ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไมเกรนแล้ว ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ต่อเนื่อง ไม่ควรซื้อยากินเอง เนื่องจากการใช้ยารักษาบางตัวที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการติดยา มีผล ข้างเคียงเกิดขึ้น และที่สำคัญ คือ ทำให้อาการรุนแรงขึ้นจนเป็นโรคไมเกรนแบบเรื้อรัง ซึ่งยากต่อการรักษา
  4. ผู้ป่วยควรมีแพทย์ที่ดูแลประจำ ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์หรือเปลี่ยนโรงพยาบาลที่รัก ษาหลายโรงพยาบาล เพราะจะไม่สามารถติดตามอาการ และประเมินประสิทธิภาพของยาชนิดที่กำลังรักษาอยู่ได้
  5. ผู้ป่วยควรสังเกตตัวเองให้ดีว่า สิ่งใดเป็นปัจจัยกระตุ้นให้อาการปวดศีรษะกำเริบขึ้น มา จะได้หลีกเลี่ยงเนื่องจากผู้ป่วยโรคปวดศีรษะไมเกรนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจ จึงควรดูแลร่างกายลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆในการเกิดโรคนี้ด้วย เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การไม่สูบบุหรี่ การหลีกเลี่ยงยาคุมกำเนิดชนิดมีฮอร์โมนเอสโตรเจน (รู้ได้โดยการอ่านที่ฉลากยาข้างกล่อง หรือปรึกษาเภสัชกร ถ้าซื้อยากินเอง) และการควบคุมน้ำหนักตัว ไขมัน และน้ำตาลในเลือด

เป็นอย่างไรบ้างคะเพื่อนๆกับความรู้เรื่องการดูแลรักษาตัวเองจากอาการปวดศีรษะไมเกรน พร้อมทั้งความรู้ของเรื่องยาชนิดต่างๆที่เป็นไมเกรนต้องใช้ หวังว่าคงทำให้เพื่อนๆที่ปวดศีรษะไมเกรนอยู่ได้เข้าใจในยาและการรักษาตัวเองมากยิ่งขึ้นนะคะ รวมทั้งเพื่อนๆที่อยากทราบถึงเรื่องของ “ปวดศีรษะไมเกรน” ได้เข้าใจเจ้าโรคนี้มากยิ่งขึ้นด้วย อย่างที่เราแนะนำไปตอนต้นแล้ว ว่าถ้าเพื่อนๆได้กลับไปอ่านบทความเรื่องไมเกรนที่ทีมงาน Ihealthy เราได้อธิบายเรื่องตัวโรคไว้ในบทความก่อนหน้า แล้วตามมาอ่านที่บทความนี้ อรรถรสในการรับความรู้เพื่อนๆจะเพิ่มขึ้นมากเลย พิสูจน์แล้วเป็นไงบ้างคะเพื่อนๆ ถ้าใครยังไม่ได้ย้อนไปอ่านหล่ะก็ พลาดอย่างแรง!!! ส่วนสำหรับวันนี้เราขอตัวลาเพื่อนๆไปก่อน แล้วพบกับเราใหม่ในบทความหน้า สวัสดีค่ะ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก

 

Advertising: