Advertising:

มาทำความรู้จักกับโรคพุ่มพวง หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ได้จากบทความของ Kapook.com

 

สำหรับแฟนเพลงลูกทุ่งรุ่นอายุ 40+ คงคุ้นเคยกันดีกับราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ เจ้าของเพลงฮิตมากมายในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น โลกของผึ้ง นัดพบที่หน้าอำเภอ นักร้องบ้านนอก  และอื่นๆ หลายๆเพลงยังถูกหยิบยกมาร้องจนถึงทุกวันนี้ นอกจากผลงานเพลง สาเหตุการเสียชีวิตของเธอ ก็โด่งดังเช่นกัน เพราะเธอจากไปด้วยอายุยังน้อย ด้วยโรคที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก อย่างโรคเอสแอลอีหรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง

โรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus ) หรือ โรคพุ่มพวง คือโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเนื้อเยื่อของร่างกายเอง แทนทิ่สิ่งแปลกปลอมจากภายนอกร่างกาย (เชื้อโรคต่างๆ)ส่งผลให้เกิดการอักเสบของอวัยวะในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ผิวหนัง เส้นผม ปอด ไต หัวใจ เป็นต้น โรคนี้พบได้ในคนอเมริกันกว่า 1.5 ล้านคน และ หนึ่งในนั้นคือนักร้องวัยรุ่นชื่อดังอย่าง Selena Gomez ซึ่งเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองในระดับรุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนไต เมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา ดังนั้นโรคนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่ใครหลายคนคิด

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเอสแอลอีนั้น ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัด

รู้แค่เพียงว่า มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และ พบในผู้มีสีผิวขาว ถึง ขาวเหลือง , มีประวัติมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้  หรือ การได้รับปริมาณ แสง UV ที่มากเกินไป ไม่ว่าจะจากการอาบแดด หรือ การทำงานกลางแจ้ง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคนี้เช่นกัน อีกทั้งยังพบว่าความเครียด หรือ การประสบอุบัติเหตุร้ายแรงก็มีโอกาสทำให้เป็นโรคพุ่มพวงได้อีกด้วย

อาการใด ที่เข้าข่ายว่าจะเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง ?

อาการแสดงมีได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่าระบบภูมิคุ้มกันกำลังทำลายอวัยวะในระบบใดของร่างกาย ที่พบได้บ่อยคือ มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้าเป็นรูปคล้ายผีเสื้อ (malar rash)

มีอาการล้า หรือปวดเมื่อยตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ,ข้อต่อบวม,ผมร่วงผิดปกติ หรือในบางรายที่ระบบภูมิคุ้มกันทำลายระบบประสาทและสมอง อาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ (ทั้ง Lady gaga และ Selena Gomez ก็ออกมายอมรับว่าเธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นผลมาจากโรคพุ่มพวงเช่นกัน) ยิ่งไปกว่านั้นอวัยวะภายในอาจโดนผลกระทบไปด้วย เช่น เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หรือ การทำงานของไตผิดปกติ เป็นต้น

การวินิจฉัยโรคเอสแอลอีนั้น ไม่มีการตรวจเฉพาะ

ต้องอาศัยทั้งการซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียด การ x-ray และการเจาะเลือดตรวจปริมาณทั้งเม็ดเลือดขาวและแดง หรือสารที่บ่งบอกถึงภูมิคุ้มกันต่างๆในร่างกาย โดยหลักๆคือ อาการแสดงต้องมีในหลายๆระบบของร่างกายอย่างน้อย 4 ใน 11 ข้อต่อไปนี้

1.มีผื่นที่แก้ม

2.มีผื่น Discoid rash (ผื่นแดงอักเสบ มักพบบริเวณคอ หรือเหนือต่อลำคอ)

3.มีผื่นอาการแพ้แสง

4.แพทย์ตรวจพบแผลในปาก

5.มีข้ออักเสบ พบข้อมีอาการปวด บวม แดง ร้อนมากกว่า 2 ข้อ

6.เยื่อหุ้มปอดหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

7.ตรวจปัสสาวะพบโปรตีนหรือพบ cellular casts

8.มีอาการทางระบบประสาท เช่น ชัก อาการทางจิต

9.มีความผิดปกติทางโรคเลือดได้แก่โลหิตจางจาก Hemolytic anemia หรือเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 4000/L หรือเซลล์ lymphopeniaน้อยกว่า 1500/L หรือเกล็ดเลือดขาวต่ำกว่า thrombocytopenia 100,000/L

10.ตรวจเลือดระบบภูมิพบ Anti-dsDNA, anti-Sm,และหรือ anti-phospholipid

11.ตรวจพบ Antinuclear antibodies

 

การรักษา : ปัจจุบันยังไม่มีตัวยาชนิดใดที่รักษาอาการแพ้ภูมิตัวเองให้หายขาดได้

แพทย์ทำได้เพียงรักษาตามอาการแสดงที่ปรากฏออกมาเท่านั้น เช่นยาแก้อักเสบในผู้ที่มีข้ออักเสบ ยาสเตียรอยด์สำหรับผื่นและการกดภูมิคุ้มกันไว้ ซึ่งหากได้รับยาสเตียรอยด์นานๆจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะกระดูกพรุน ,เป็นเบาหวาน รวมไปถึงไขมันในเลือดสูง และมักติดเชื้อได้ง่ายเนื่องจากต้องรับประทานยากดภูมิไว้ตลอดเวลา ผู้ที่ป่วยเป็นโรคพุ่มพวงนั้นสามารถมีชีวิตยืนยาวได้เป็น 10 ปี หากได้ทานยาสม่ำเสมอ และมีการดูและตัวเองที่ดีพอเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยข้อมูลจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์พบว่า อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยจะลดลงจาก 90% เป็น 80%  ภายใน 10 ปีแรก ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตมักมาจากการติดเชื้อ

เราสามารถป้องกันตัวเองจากโรคเอสแอลอีได้หรือไม่?

ในเมื่อยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด การป้องกันจากโรคนี้ 100% จึงแทบเป็นไปไม่ได้ แนวทางที่ดีที่สุด คือ หมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ,ใส่ใจกับการตรวจสุขภาพประจำปี และหมั่นสังเกตความผิดปกติในร่างกาย อย่านิ่งนอนใจกับอาการเจ็บป่วยของตัวเอง เพราะเมื่อคุณป่วยขึ้นมาจริงๆ คนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่คุณ แต่รวมไปถึงครอบครัว ที่จะต้องคอยดูแลคุณจากโรคที่ไม่มีวันหายขาดไปตลอด ซึ่งหากตรวจพบเมื่อมีอาการมากแล้ว โอกาสที่คุณจะมีชีวิตรอดก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก ดังนั้นใส่ใจตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระลูกหลาน อย่าลืมว่าโรคพุ่มพวง ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คุณคิด

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.healthline.com

http://www.rheumtutor.com/2012-slicc-sle-criteria/

http://med.mahidol.ac.th

ขอบคุณรูปภาพจาก

http://www.pinterest.com

Advertising: